2007/Apr/05

การสอบประมวลความรู้

ข้อมูลทั่วไป

1. สภาพทั่วไป

1.1 ที่ตั้ง

อปท.จตุคาม ตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดสารขันท์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางเหนือของประเทศ

1.2 อาณาเขตของ อปท.จตุคาม

มีเนื้อที่ 100 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตด้านต่าง ๆ ดังนี้

- ทางเหนือมีภูเขาสูงและป่าไม้ที่เขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร

- ทิศใต้ติดกับ อปท.ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นชุมชนเมือง

- ทิศตะวันออกจรด อปท.ขนาดกลางที่ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขายและการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวและพืชผลไม้ทั่วๆ ไป

- ทิศตะวันตกติดกับชุมชนเมืองที่มีอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งจ้างงานของประชากรที่อพยพไปจาก อปท.จตุคาม

ลักษณะภูมิประเทศ ตั้งอยู่ในที่ราบผืนใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 62,500 ไร่ มีลำน้ำไหลผ่านมาจากตอนเหนือ มีดินร่วนปนทราย 60 % ดินเหนียว 40 % จากพื้นที่ดังกล่าว แยกเป็นที่อยู่อาศัย 439 ไร่ ที่สาธารณะประโยชน์ 3,500 ไร่ เป็นที่นา 58,561 ไร่

1.3 ประชากร

ประชากรรวมทั้งสิ้น 2,451 ครัวเรือน จำนวนประชากร 11,301 คน แยกเป็นชาย 5,589 คน หญิง 5,712 คน

2. สภาพทางเศรษฐกิจ

2.1 อาชีพ

อาชีพหลักคือ ทำการเกษตร เช่นทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์

2.2 การเกษตร

ชาวบ้านนิยมปลูกกล้วย จากการสำรวจแล้วมีถึง 6,000 กอ นอกจากนั้นยังนิยมปลูกผลไม้พื้นเมืองอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นมะม่วงและมะพร้าว ซึ่งมีจำนวนหลายพันต้น

2.3 แหล่งน้ำ / ประปา

- ห้วย/หนอง/คลอง/บึง 3 แห่ง แต่ละแห่งมีพื้นที่ 150,000 ตร.ม.มีพื้นที่รวม 450,000 ตร.ม.

- คลองชลประทาน 6 แห่ง

- บ่อบาดาลสาธารณะ 4 แห่ง

- จำนวนครัวเรือนที่มีน้ำประปาใช้ 641 ครัวเรือน ไม่มีน้ำประปาใช้ 1,900 ครัวเรือน

3. สภาพทางสังคม

3.1 การศึกษา

- โรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 3 แห่ง

- โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 2 แห่ง

- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 3 แห่ง

3.2 ศาสนา

- วัดพุทธศาสนา จำนวน 3 แห่ง แต่ละแห่งมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปีขึ้นไป

- มัสยิด จำนวน 1 แห่ง

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ 93 ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลามและอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 3

3.3 สาธารณสุข

- ศูนย์บริการสาธารณสุข 1 แห่ง

4. การบริการพื้นฐาน

4.1 ถนน

- ถนนลูกรัง 85.7 กิโลเมตร

- ถนนคอนกรีต/ลาดยาง 34.0 กิโลเมตร

4.2 ไฟฟ้า

- ครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้ 2,400 ครัวเรือน

- ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ 51 ครัวเรือน

5. ข้อมูลอื่น

- ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี 121 ลบ.ม.

- ปริมาณน้ำเสีย 2,500 ลบ.ม.ต่อวัน

- ไม่มีโรงบำบัดน้ำเสีย

จากข้อมูลเกี่ยวกับสภาพทั่วๆ ไป ของ อปท.จตุคาม กลุ่มได้นำตัวแบบ Policy Making Model for Thai Socio-Political Context Model มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาตลอดจนประเด็นการพัฒนาของ อปท.จตุคาม เชิงบูรณาการ (Integrated Local Problem Solving) เนื่องจากเป็นตัวแบบที่มีหลักการสำคัญที่มีความเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่นไทย กล่าวคือ 

1. มีการพิจารณาสภาพปัญหา

2. มีการพิจารณาสาเหตุแห่งปัญหา พร้อมกับจัดลำดับความสำคัญของสาเหตุแห่งปัญหา

3. พิจารณากฏหมาย / นโยบาย / มาตรการต่าง ๆที่รัฐใช้แก้ปัญหา

4. พิจารณาวัตถุประสงค์ที่พึงปรารถนา

5. พิจารณานโยบาย / มาตรการ เพื่อแก้ปัญหา โดย

- พิจารณา 3 4 ทางเลือก

- วิเคราะห์เปรียบเทียบแต่ละทางเลือก

- เสนอข้อตกลงใจในทางเลือกที่วิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมี

ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล

6. พิจารณาปัจจัยเกื้อกูลและปัจจัยอุปสรรคต่อการนำเสนอนโยบาย / มาตรการ

- วิเคราะห์แบบแผนทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

- วิเคราะห์แรงผลักดันทางสังคม ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

- วิเคราะห์แนวโน้ม จังหวะ โอกาส ที่จะมีผลกระทบต่อการนำเสนอ นโยบาย /มาตรการ

7. พิจารณากลยุทธ(แนวทาง) ที่จะเอาชนะหรือเอาประโยชน์จากเงื่อนไขตามข้อ 6

8. พิจารณารูปแบบและวิธีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงนโยบาย /

มาตรการที่ตัดสินใจ

9. พิจารณารูปแบบและวิธีการติดตามและประเมินผล

1. วิเคราะห์และระบุประเด็นปัญหา

จากข้อมูลของ อปท.จตุคาม กลุ่มได้มีการวิเคราะห์เพื่อระบุประเด็นของปัญหา ทำให้สามารถระบุประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ดังมีรายละเอียด ดังนี้

1.1 ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำเสีย ฝุ่นละออง มลภาวะทางอากาศและมลภาวะทางดิน

1.2 ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลผลิตทางการเกษตร ด้านการตลาดและการกระจายผลผลิต

1.3 ปัญหาทางด้านสังคม ได้แก่ การว่างงาน การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการหรือทุพลภาพ ด้านอาชญากรรมและความปลอดภัย

1.4 ปัญหาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ โรคเรื้อรัง สถานบริการทางสาธารณสุขไม่เพียงพอ

1.5 ปัญหาทางด้านการเมืองและการปกครอง

1.6 ปัญหาทางด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต

2. การวิเคราะห์สาเหตุของประเด็นปัญหาต่าง ๆ

2.1 ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำเสีย ฝุ่นละออง มลภาวะทางอากาศและมลภาวะทางดิน ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

2.1.1 การใช้สารเคมีทางการเกษตร

2.1.2 การปล่อยน้ำเสียจากครัวเรือนและสถานประกอบการ

2.1.3 การขาดระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

2.1.4 โรงโม่หินปล่อยฝุ่นละออง

2.1.5 เส้นทางคมนาคมส่วนใหญ่เป็นถนนลูกรัง

2.1.6 เกิดมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง

2.2 ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลผลิตทางการเกษตร ด้านการตลาดและการกระจายผลผลิต ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

2.2.1 การใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณที่สูง ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอีกทั้งทำให้เกิดสารเคมีตกค้าง เกิดปัญหาการไม่ยอมรับสินค้าและผลผลิต

2.2.2 เส้นทางคมนามคมไม่สะดวก ทำให้เสียเวลาต่อในขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย

2.2.3 ไม่มีการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การแปรรูปผลผลิตและการบรรจุผลิตภัณฑ์

2.2.4 ไม่มีการวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด

2.2.5 ขาดการนำศักยภาพของชุมชนมาพัฒนาเพื่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชน

2.3 ปัญหาทางด้านสังคม ได้แก่ การว่างงาน การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการหรือทุพลภาพ ด้านอาชญากรรมและความปลอดภัย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

2.3.1 ขาดอาชีพเสริม

2.3.2 ขาดการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.3.3 มีจำนวนผู้สูงอายุและผู้พิการหรือทุพลภาพมีจำนวนมากที่ไม่ได้รับสวัสดิการจากหน่วยงานของรัฐ

2.3.4 มีการอพยพแรงงานไปทำงานต่างพื้นที่

2.3.5 ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงเนื่องจากโครงสร้างของประชากร

2.4 ปัญหาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ โรคเรื้อรัง สถานบริการทางสาธารณสุขไม่เพียงพอ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

2.4.1 ได้รับมลพิษจากโรงโม่หินและโรงงานอุตสาหกรรม

2.4.2 ถนนส่วนใหญ่เป็นถนนลูกรัง ทำให้เกิดฝุ่นละออง

2.4.3 ขาดการประชาสัมพันธ์ด้านระบาดวิทยา(การป้องกัน การฟื้นฟู การรักษา)

2.5 ปัญหาทางด้านการเมืองและการปกครอง ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

2.5.1 ประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองในการปกครองท้องถิ่นและหน้าที่ของ อปท.

2.5.2 ประชาชนไม่ให้ความสนใจและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น

2.6 ปัญหาทางด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

2.6.1 คุณภาพของสถานศึกษาในพื้นที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่

2.6.2 คุณภาพบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ได้รับการอบรมให้มีความรู้ มีจำนวนน้อย

3. การตัดสินใจเลือกประเด็นปัญหาและวิเคราะห์ผลกระทบ

3.1 การวิเคราะห์ปัญหา

จากประเด็นปัญหาและสาเหตุของปัญหาดังกล่าวข้างต้น กลุ่มใช้แนวคิดของหน่วยงาน ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของ องค์การสหประชาชาติ ที่ให้แนวคิดว่าด้วย การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา โดย กำหนดเกณฑ์ที่จะใช้สำหรับการจัดลำดับความสำคัญ รวม 6 เกณฑ์ ประกอบด้วย

1. ขนาดของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ

2. ความร้ายแรงและความเร่งด่วนของปัญหา

3. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4. การยอมรับร่วมกันของชุมชน

5. ศักยภาพของชุมชน

6. ศักยภาพทางกายภาพ

และได้กำหนดน้ำหนักคะแนนของเกณฑ์ โดยให้ความสำคัญของเกณฑ์ ไม่เท่ากัน เรียงลำดับจากความสำคัญมากไปถึงความสำคัญน้อย

นำข้อมูลปัญหา และเกณฑ์ในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา มาจัดทำเป็นตารางการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา แล้วทำการประเมิน ปรากฏว่า ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ มีน้ำหนักคะแนนสูงสุด กลุ่มจึงตัดสินใจเลือก ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมาดำเนินการกำหนดทางเลือก เนื่องจากหากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขแล้ว จะส่งผลให้ปัญหาทางด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน เช่น ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ตลอดจนด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนทางด้านการเมืองการปกครองก็พลอยได้รับการแก้ไขไปด้วย

3.2 การตัดสินใจ

ในการวิเคราะห์ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มมีความเห็นว่าควรใช้ตัวแบบ วิธีการประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Assessment Techniques) ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์ทางเลือกของนโยบายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัตวิสัยของผู้กำหนดนโยบาย โดยใช้ความเห็นส่วนตัวประเมินสถานการณ์ต่าง ๆในลักษณะที่เป็นระบบ สามารถทำได้โดยการวิเคราะห์เป็นกลุ่ม มาเป็นกรอบในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา โดยมุ่งพิจารณามิติของพฤติกรรมทางการเมืองและพฤติกรรมในองค์การที่สำคัญ 3 มิติด้วยกัน คือ

ก. จุดยืนในประเด็นนโยบาย (issue position)

ข. ทรัพยากรที่มีอยู่ (available)

ค. ลำดับความสำคัญมากน้อยของทรัพยากรที่มีอยู่ของแต่ละกลุ่ม (relative resource rank)

นอกจากการนำแนวคิดในการใช้ วิธีการประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Assessment Techniques) ยังมีการนำเอาแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญที่มุ่งเน้น  ความพอเพียง  และ  ความพอมี พอกิน มาเป็นข้อพิจารณา นอกจากนี้ กลุ่มยังได้นำเอาศักยภาพของชุมชนและศักยภาพทางกายภาพ มาเป็นข้อพิจารณาในการวิเคราะห์ทางเลือกด้วย

ในเบื้องต้น กลุ่มได้เสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของชุมชน ดังนี้

1. จัดตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์

2. จัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน

3. จัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร

4. จัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพ

5. โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน

จากการเปรียบเทียบทางเลือกและเรียงลำดับความสำคัญตามตัวแบบ วิธีการประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Assessment Techniques) ปรากฏว่า โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว

ภายในชุมชน เป็นทางเลือกที่มีคะแนนสูงสุด โดยกลุ่มมีความเห็นพ้องด้วย เนื่องจาก

1. ช่วยยกมาตรฐานการครองชีพของคนในท้องถิ่น

2. ช่วยสร้างความเจริญทางสังคมให้แก่ท้องถิ่น

3. ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

4. ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการศึกษา

5. ช่วยลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของชุมชนท้องถิ่น

6. ช่วยกระตุ้นให้มีการคิดค้นนำทรัพยากรส่วนเกินที่ไร้ค่ามาประดิษฐ์เป็นสินค้าที่ระลึกจำหน่าย

7. ช่วยสร้างสันติภาพและความสามัคคี

3.3 การวิเคราะห์ผลกระทบ

ในการการวิเคราะห์ผลกระทบ คือ กระบวนการที่จะปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจและสร้างความมั่นใจที่มีต่อการพัฒนา เป็นกระบวนการกิจกรรมที่สร้างทางเลือกของการพัฒนาที่มีความเหมาะสมทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม และมีความยั่งยืนในการพัฒนา มีกระบวนการประเมินผลกระทบ ที่ต้องการการระบุ (identification) การคาดการณ์ (Prediction) และการประเมินผล (Evaluation) การพัฒนาก่อนที่จะดำเนินการ

ในการดำเนินการ โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน กลุ่มได้ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดตามมา ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

2. ด้านการพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น

3. ด้านการพัฒนาการเมืองการปกครองท้องถิ่น

4. ด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

3.3.1 การวิเคราะห์ผลกระทบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

ผลกระทบทางบวก

- ประชาชนในชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

- ระบบเศรษฐกิจในชุมชนมีการกระจายตัวมากขึ้น

- การหมุนเวียนเงินตราในชุมชนมีมากขึ้น

- มีแหล่งเงินทุนจากการรวมกลุ่มกันประกอบวิสาหกิจชุมชน

- ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น

ผลกระทบทางลบ

ในทางตรงกันข้าม จากการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนดังกล่าว หากขาดซึ่งกระบวนการต่อยอดของโครงการ หรือการได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบแล้ว อาจก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบ กล่าวคือ

- เกิดภาวะหนี้สินตามมา กรณีไม่มีระบบการใช้จ่ายที่รัดกุม หรือเกิดการใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น

- เกิดการแย่งชิงทรัพยากร กรณีไม่มีระบบแบบแผนการใช้ทรัพยากรที่เป็นธรรมเด่นชัด

- เกิดการกระจายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน กรณีจัดรูปแบบโครงการที่ไม่เป็นธรรม หรือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป หรือรูปแบบการบริหารโครงการให้อำนาจแก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป

3.3.2 การวิเคราะห์ผลกระทบด้านการพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น

ผลกระทบทางบวก จากการร่วมกันทำกิจกรรมโดยให้มีการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ย่อมส่งผลทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างเข้มแข็ง เกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม เกิดระบบความสามัคคีในชุมชนและวัฒนธรรมประชาธิปไตยขึ้นจากการเป็นสมาชิกชองโครงการ

ผลกระทบทางลบ การพัฒนาที่สุดโต่ง ไร้ระบบควบคุมที่ดีที่ควรจะเป็นแล้ว จะเกิดปัญหาด้านความแตกแยกกันเนื่องจากการแก่งแย่งทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เกิดระบบแบ่งพรรคแบ่งพวก

3.3.3 การวิเคราะห์ผลกระทบด้านการพัฒนาการเมืองการปกครองท้องถิ่น

ผลกระทบทางบวก กล่าวคือ ภาคประชาชนเกิดทัศนะที่ดีทางบวกต่อการดูแลเอาใจใส่ปัญหาทุกข์สุขของประชาชน เกิดความคิดอยากร่วมพัฒนาและก่อให้เกิดกิจกรรมการเมืองการปกครอง มีระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น เกิดปรากฏการณ์การเมืองเข้มแข็ง เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกันในการทำงาน เกิดกระบวนการเรียนรู้และการบริหาร

3.3.4 การวิเคราะห์ผลกระทบด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบทางบวก

- เกิดการจัดสรร การใช้ทรัพยากรที่เป็นธรรม

- เกิดกระบวนการเรียนรู้ ดูแล หวงแหนสิ่งแวดล้อมในชุมชน

- เกิดกระบวนการความรัก ความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบทางลบ

- เกิดความเสื่อมโทรมและการสูญสลายด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมกรณีขาดการวางแผนพัฒนาที่เป็นธรรม

4. รูปแบบและองค์กรที่รับผิดชอบต่อการจัดเวทีสัญจรเพื่อระดมความเห็นและ

การสนับสนุน

ภายหลังจากการดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบในด้านต่าง ๆ ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร กลุ่มได้กำหนดแนวทางในการจัดให้มีเวทีสัญจร เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับนโยบายที่ได้รับการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาตลอดจนเป็นการรับฟังความคิดเห็นว่าประชาชนผู้มีส่วนได้เสียจะสนับสนุนนโยบายดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด

การดำเนินการจัดให้มีเวทีสัญจรเพื่อระดมความเห็นและการสนับสนุน ได้มีการจัดทำปฏิทินเพื่อกำหนดตารางเวลาในการดำเนินงาน ดังมีรายละเอียด ดังนี้

ครั้งที่

กิจกรรมที่ทำ

สถานที่

ผู้รับผิดชอบ

1

ประชาคม

ประชาชนทั่วไป

ศาลาประชาคม

อปท.และผู้นำชุมชน

2

ประชาคม

ประชาชนเป้าหมาย

ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน

อปท.และผู้นำชุมชน

3

ประชาคม ครู พระและคณะกรรมการ

โรงเรียน วัด

อปท.และผู้นำชุมชน

4

ประชาคม ผู้นำชุมชน

สำนักงาน อปท.

อปท.และผู้นำชุมชน

จากการจัดให้มีเวทีสัญจรเพื่อระดมความเห็นและการสนับสนุน ได้มีการประชุมโดย มีการกำหนดประเด็น กรอบแนวความคิดในการวิเคราะห์ สำรวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ และรับฟังข้อเสนอแนะและวิเคราะห์ผล ปรากฏว่า ประชาชนทั่วไป , ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้การยอมรับและสนับสนุนโครงการดังกล่าวอยู่ในระดับดี

5. กระบวนการขั้นตอนของการอนุมัติในโครงการ

อปท. และผู้นำชุมชนได้สรุปผลการดำเนินการและนำเสนอโครงการต่อผู้บริหาร อปท. จตุคาม เพื่อพิจารณาและนำเสนอโครงการเข้าสู่สภา อปท. ดังมีรายละเอียด ดังนี้

5.1 ชื่อโครงการ โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน

5.2 หลักการและเหตุผล

อปท. จตุคาม มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบไปด้วย ภูเขาสูงและป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร บึงธรรมชาติ และวัดที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี จำนวน 3 แห่ง อีกทั้งมีวัฒนธรรมชุมชนเป็นสังคมเกษตร นอกจากนี้ อปท.โดยรอบ มีลักษณะเป็นชุมชนเมืองและภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความเจริญ มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจสูง เกษตรกรใน อปท. ประสบปัญหาการว่างงานนอกฤดูกาลผลิต จากการที่ อปท.จตุคามมีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ซึ่งเป็นศักยภาพทางกายภายที่มีอยู่ในชุมชน หากมีการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน จะทำให้สามารถนำรายได้เข้ามาสู่ชุมชน ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

5.3 วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ในชุมชน

2. เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนในชุมชน

3. เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและเสริมสร้างศักยภาพภายในชุมชน

5.4 เป้าหมาย
1. ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งได้แก่วัดเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี จำนวน 3 แห่ง เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน

2. ปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ลำธารและบึงน้ำ จำนวน 3 แห่ง เพื่อพัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ล่องแพ ล่องแก่ง กีฬาทางน้ำ กีฬาตกปลา ดูนก การเดินป่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

5.5 แผนการดำเนินงาน

1. ประสานงานและสำรวจแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชน

2. จัดตั้งองค์กรร่วม โดยการให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน

3. จัดทำแผนดำเนินการในแต่ละด้าน ได้แก่

3.1 แผนอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว

3.2 แผนส่งเสริมนันทนาการและการท่องเที่ยว

3.3 แผนงานบริหารและการพัฒนาบุคลากร

3.4 แผนมวลชนสัมพันธ์

3.5 แผนติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

5.6 พื้นที่ดำเนินการ แหล่งท่องเที่ยวภายใน อปท.จตุคาม จังหวัดสารขันท์ ได้แก่

1. บึง จำนวน 3 แห่ง

2. ลำธาร

3. ภูเขาและป่าไม้ ทางทิศเหนือของ อปท.

4. วัด จำนวน 3 แห่ง

5.7 ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 - 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เวลา

รายละเอียด

เดือน

ผู้รับผิดชอบ

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

นำเสนอโครงการ

อปท.

แต่งตั้งคณะดำเนินงานแต่ละฝ่าย

อปท.,กรรมการหมู่บ้าน

ประชุมและประสานงาน

คณะกรรมการแต่ละฝ่าย

ระดมทรัพยากร

คณะกรรมการแต่ละฝ่าย

ดำเนินกิจกรรม

คณะกรรมการแต่ละฝ่าย

ติดตามประเมินผล

คณะกรรมการฝ่ายติดตามและประเมินผล

5.8 งบประมาณ

1. เงินอุดหนุนจากรัฐบาล

2. งบประมาณประจำปีของ อปท.

3. ค่าธรรมเนียมที่ได้จากการจัดเก็บ

4. จากภาคเอกชน

5.9 ผู้รับผิดชอบโครงการ

1. นายธีระพงศ์ ไกยกิจ หัวหน้าโครงการ

2. นายกิติกร สุขสม ผู้ร่วมโครงการ

3. นายสันติ จันทร์เผิบ ที่ปรึกษาโครงการ

5.10 ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ช่วยยกมาตรฐานการครองชีพของคนในท้องถิ่น

2. ช่วยสร้างความเจริญทางสังคมให้แก่ท้องถิ่น

3. ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

4. ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการศึกษา

5. ช่วยลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของชุมชนท้องถิ่น

6. ช่วยกระตุ้นให้มีการคิดค้นนำทรัพยากรส่วนเกินที่ไร้ค่ามาประดิษฐ์เป็นสินค้าที่ระลึกจำหน่าย

7. ช่วยสร้างสันติภาพและความสามัคคี

5.11 การควบคุมติดตามและการประเมินผล

1. แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายติดตามและประเมินผลโครงการ โดยให้มีการรายงานผลการดำเนินการทุกเดือน

2. จัดให้มีการประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานของแต่ละฝ่าย

5.12 ผู้เสนอโครงการ นายกริช โคตะ ปลัด อปท. จตุคาม

5.13 ผู้อนุมัติโครงการ นายวิทยา หวังกระแทกกลาง นายก อปท.จตุคาม

6. การจัดตั้งองค์กร / คณะดำเนินการโครงการ

6.1 รูปแบบองค์กร ใช้รูปแบบคณะกรรมการร่วมหลายฝ่ายและบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ มีผู้แทนจากหลายกลุ่มอาชีพในพื้นที่มาร่วมดำเนินการ โดยมีการการจัดตั้งจำนวน 5 คณะ ได้แก่

1. คณะกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว

2. คณะกรรมการส่งเสริมนันทนาการและการท่องเที่ยว

3. คณะกรรมการงานบริหารและการพัฒนาบุคลากร

4. คณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์

5. คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

6.2 กระบวนการจัดตั้งองค์กร ใช้กระบวนการสรรหาและการเลือกตั้งจากตัวแทนประชาคมหมู่บ้าน

7. การระดมทรัพยากร

7.1 แหล่งทรัพยากร

ด้านงบประมาณ

- งบประมาณจาก อปท. , ภาครัฐ

- เชิญชวนจากภาคเอกชนบริจาค

- ระดมทุนจากประชาชนในพื้นที่ในรูปแบบของหุ้น

ด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ

- ยานพาหนะ

- เครื่องมือสื่อสาร

- อุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือพยาบาล

- วัสดุอุปกรณ์ในการดูแลรักษาตามความจำเป็นและเหมาะสมของแต่ละประเภทแหล่งท่องเที่ยว

ด้านบุคคลากร

- คณะกรรมการดำเนินงานง

- อาสาสมัคร

- ลูกจ้าง

- ที่ปรึกษาจากภายนอกองค์กร เช่น จาก การท่องเที่ยวฯ , ตำรวจท่องเที่ยว

7.2 รูปแบบการระดมทรัพยากรและข้อดี ข้อเสีย

1. ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล อปท. เอกชน

2. การจัดซื้อ จัดจ้าง

3. การรณรงค์อาสาสมัคร

ข้อดี

1. ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

2. เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

3. เป็นการทำงานแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ สามารถแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้

ข้อเสีย

1. เกิดการแบ่งพรรค แบ่งพวก

2. มีปัญหาด้านการใช้งบประมาณ เนื่องจากต้องได้รับการอนุมัติจากหลายภาคส่วน

3. เกิดปัญหาทางด้านการบริหารงานบุคคล เนื่องจากต่างสายงานและต่างหน่วยงาน

7.3 อุปสรรคของการระดมทรัพยากร

1. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

2. งบประมาณที่สูง อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ทำให้แผนพัฒนาอาจจะไม่ต่อเนื่อง

7.4 กระบวนการระดมทรัพยากร

1. ดำเนินการรับสมัครสมาชิกกลุ่ม

2. ดำเนินการระดมเงินทุนทั้งจากภาครัฐ เอกชน และสมาชิกกลุ่ม

8. ขั้นตอนการวางแผนโครงการ

1. การสำรวจข้อมูลและทรัพยากรการท่องเที่ยว

2. กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมายการพัฒนาและภารกิจหลัก

3. การวางแผนการพัฒนาและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

4. การบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยการจัดแบ่งตามภารกิจ

5. การติดตามผล

9. ปัจจัยแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลว

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

1. ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง

2. ชุมชนมีความต้องการและเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ พร้อมทั้งให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงาน

3. ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานของ อปท.และผู้ร่วมดำเนินโครงการ

4. การเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์บริการการท่องเที่ยว

ปัจจัยแห่งความล้มเหลว

1. สถานที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ห่างไกล

2. เส้นทางคมนาคมไม่สะดวก

3. การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง

10. การนำโครงการไปปฏิบัติ

1. มีการเปิดรับสมาชิก

2. ประชุมสมาชิกเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการแต่ละฝ่าย

3. จัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะ ความรู้ความเข้าใจตามแนวทางดำเนินงานของแต่ละฝ่าย เช่น ฝึกอบรมมัคคุเทศน์ อาสาสมัครช่วยชีวิตทางน้ำ ฯลฯ

4. ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ

5. ประชาสัมพันธ์โครงการ

6. จัดกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว

7. ดำเนินกิจกรรมในแต่ละฝ่าย

5. ประเมินผล

11. การคาดการณ์อุปสรรคและการแก้ไขปัญหาที่คาดว่าจะประสบ

1. ปัญหาความคิดเห็นของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยในการดำเนินการดังกล่าว แก้ไขโดย ทำความเข้าใจให้เห็นถึงผลดี ผลเสีย ของโครงการ และชักนำให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทุกขั้นตอน

2. ปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว แก้ไขโดย ออกกฏ ข้อบังคับและจัดให้มีอาสาสมัครทำหน้าที่เฝ้าระวังและดูแลรักษา

12. การประเมินผลความสำเร็จของโครงการ

1. จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละเดือน

2. ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น

3. ปัญหาการว่างงานในชุมชนลดลง

13. กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้เพื่อการเพิ่มคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในชีวิตของประชากรใน

ชุมชน

กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในการเพิ่มคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในชีวิตโดยการปลูกฝังค่านิยมและคุณธรรม 6 ประการ ให้แก่ประชากรในชุมชนและผู้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1. การมีเป้าหมายในชีวิต โดยให้มีการวางแผนในชีวิต

2. ให้มีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมายในชีวิต

3. ต้องมีความขยันหมั่นเพียร

4. ต้องมีความประหยัด โดยการกระตุ้นให้มีการออมทรัพย์ในรูปแบบของการบังคับออม

5. มีความอดทน อดกลั้น ต่อปัญหาและอุปสรรค

6. มีความซื่อสัตย์ กตัญญู

และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

การนำกลยุทธ์มาใช้ดำเนินการดังกล่าว มีกิจกรรมที่สำคัญดังต่อไปนี้

1. กิจกรรมเข้าวัด ฟังธรรมในวันสำคัญทางศาสนา

2. กิจกรรมงดเหล้า งดบุหรี่และอบายมุขทุก ๆ วันพระ

3. กิจกรรมบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์แก่ชุมชนในโอกาสต่าง ๆ

4. จัดทำกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการ เพราะจะทำให้เกิดความมั่นคง มีขวัญและกำลังใจในการทำงาน

5. จัดกิจกรรมให้เยาวชนในชุมชนเข้าร่วมเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการดำเนินงานโครงการ ซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพในการประสานความรุ้เข้ากับการปฏิบัติได้ดี

6. จัดกิจกรรมให้ทุนการศึกษาแก่บุตรหลานของสมาชิก

14. กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้เพื่อความยั่งยืนในการดำเนินโครงการ

1. ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ

2. ต้องส่งเสริมบทบาทความเป็นผู้นำให้กับสมาชิกและมีการสร้างความสามัคคี

3. การดำเนินงานและการบริหารจัดการ ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

4. ต้องส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของโครงการอย่างต่อเนื่อง

5. จัดสรรผลประโยชน์อย่างยุติธรรม เป็นธรรม โดยมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน แน่นอน

6. มีโครงการต่อยอด เช่น พัฒนาวิสาหกิจชุมชน

15. แนวทางการถ่ายทอดประสบการณ์สู่ อปท. อื่น

โครงการนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ พื้นที่ได้ เนื่องจากเป็นโครงการที่เน้นการดำรงงชีวิตให้สอดคล้องสมดุลกับธรรมชาติและวัฒนธรรมวิถีชีวิตชุมชน

รูปแบบในการถ่ายทอดประสบการณ์ ได้แก่

1. การจัดทำศูนย์การเรียนรู้กระบวนการท่องเที่ยวในชุมชน

2. การจัดทำคู่มือการดำเนินงานโครงการที่เข้าใจง่าย เป็นขั้นตอน

3. การจัดกลุ่มอาสาสมัครถ่ายทอดประสบการณ์

Comment

Comment:

Tweet


#1 by (124.121.121.75) At 2010-01-30 15:44,